โลกคู่ขนาน...
โลกของเราประกอบไปด้วยน้ำ 70% ผืนดินอีก 30%
น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินชีวิต ทุกครั้งที่โลกร้อน
ขึ้นกระบวนการ ขับถ่ายไหลเวียนของเสีย
ของร่างกาย จะบังคับให้เรา ขับของเหลวออกมาจาก
ทุกเซลล์ในรูขขุมขนของเราหรือที่เรียกว่า "เหงื่อ"
.
.
กระบวนการในการผลิตน้ำ
เมื่อความร้อนจากดวงอาทิตย์สาดส่องกระทบกับผิวน้ำ
ความร้อนก็จะกระทบกับผืนผิวของสายน้ำตามสถานที่ต่างๆ
ทำให้เกิดการ ระเหยหารเป็นไอ ซึ่งเราเรียกว่า "ไอน้ำ"
.
.
จากนั้นกระบวนการผลิตน้ำของโลก ก็จะของไอน้ำไปรวมตัวกันที่พื้นผิว
ของบรรยากาศ ที่สวยงามสดใส และ รวมกันเป็นปุยนุ่น
ขาว ล่องลอยไปตามสายลม ล่องลอยไปทั่วทุกมุมโลก ไม่มีอะไร สามารถ รั้งไว้ได้
ด้วยปริมาณที่เบาบางของมันนั่นเองเราเรียกมันว่า "เมฆ"
.
.
เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเมื่อปริมาณความหนาแน่น เพิ่มขึ้น เมื่อ"ก้อนเมฆ" ไม่สามารถกัก
ปริมาณที่มีความหนาแน่น และ เอ่อล้นขนาดนี้ได้ มันจึงได้สลาย ตัว
และตกลงสู่พื้นผิวโลก ด้วยปริมาณน้ำที่มากมายและไม่สามารถคำณวนได้ว่า
เมื่อไหร่ เมฆจะปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้หมด เราเรียกมันว่า"ฝน"
.
.
ถ้าเช่นนั้นในขณะที่ฝนตกลงมา โลกของเราก็คงมีปริมาณน้ำมากกว่า
70% หนะสิ????
.
.
แต่ว่า....
.
.
โลกของผม
ประกอบไปด้วยปริมาณความเหงา70% ความรัก30%
ความเหงาเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีความสำคัญกับชีวิตของผม
ผมไม่เคยต้องการมันมาอยู่ในชีวิตผมเลย
แต่ทำใมมันถึงได้มีมากมายขนาดนี้....
.
.
ครั้งหนึ่ง
โลกของผมเคยประกอบไปด้วยปริมาณความรัก70%ความเหงา30%
มันช่างเป็นส่วนประกอบที่ลงตัวไม่น้อยทุกอย่างในชีวิตเดินไปอย่างสวยงาม
ไม่มีติดขัด เพราะมันเกิดความสดุลในธรรมชาติของชีวิตของผม
.
.
แต่แล้ว
เมื่อปริมาณความร้อนจากใครคนหนึ่งในชีวิตของผม
ถาโถมเข้ามามากเกินไปทำให้ความรักของผม
ค่อยๆระเหย กลายเป็นไอและลดน้อยลงทุกที
และความรักที่ระเหยไปนั้นก็ไม่รู้ว่ามันหายไปอยู่ที่ใด
ผมเคยนอนไม่หลับเพราะไม่รู้ว่า ปริมาณความรักของผม
หายไปกี่% แล้วเราจะได้มันคืนมามั้ย
ผมพยายามถามตัวเองตลอดมา...
.
.
และเมื่อ มันหายไป
องค์ประกอบในชีวิตเริ่มไม่สมบูรณ์
ผมก็ไม่ทราบว่ามันหายไปเท่าไหร่
อาจ แค่10% หรือ 20%
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้มันเต็ม100%เหมือนเดิมอีกอยู่ดี
.
.
เมื่อ
ไม่สามารถวัดปริมาณ ความรักของตัวเองได้
ระบบความนึกคิดในโลกของผมทำให้ เกิดกระบวนการ
หนึ่งที่เรียกว่า"ความไม่ไว้วางใจ"กระบวนการนี้
ผมไม่สามารถหยุดมันได้มันล่องลอย
ไปทุกอย่างเก็บทุกรายละเอียดในพื้นผิวความนึกคิดของผม
ทำให้ผมคิดมาด ขี้ระแวง นอนไม่หลับ
.
.
เหตุจากกระบวนการนี้ทำให้ผมเกิดการทะเลาะวิวาท การโต้เถียง
บางครั้งก็เกิดการด่าทอ กันจนรุนแรง
โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า เมฆของความเหงา มันกำลังก่อตัว
ใหญ่ขึ้น ทุกทีๆ แล้ว
.
.
"มันก็คงเป็นธรรมดาของคนแหละ ที่จะไม่มองขึ้นไปบนฟ้าบ่อยนัก"
หรือไม่ กว่าเราจะมองมันก็ตอนที่มันเริ่มครื้มดำเท่านั้นแหละ
เราเลือกที่จะมองไปข้างหน้า ไม่ก็ก้มหน้าลงดินดีกว่า
ง่ายกว่าการแหงนหน้าเพื่อขึ้นไป มองให้เมื่อยคอทำใม
แต่
"บางครั้งปัญหาที่สำคัญที่สุดก็แค่อยู่เหนือเราขึ้นไปแค่นั้นเอง เราแค่ลืมมองมันไป"
.
.
เมื่อปริมาณเมฆของความเหงา
ได้ก่อตัวใหญ่ขึ้นๆ มันก็ทะลายทะลัก ออกมา
ด้วยความดุดัน
ไหลพรั่งพรู ออกมาไม่รู้จักจบสิ้น
ไหลยาวนาน เป็นวัน เป็นเดือน
ฉันเรียกมันว่า "น้ำตา"
.
.
เมื่อ
เกิดกระบวนการนี้
มันเป็นกระบวนการที่ผิดหลักธรรมชาติ อย่างมากมาย
ปริมาณความรักที่เคยมีมากกว่า ถูกแทนที่ด้วยความเหงา
"น้ำตา" ของผมได้กลบ ความรักของผมออกไปหมดสิ้น
แต่ก้ยังมีความรัก บางส่วน ที่ช่วยหยุงผมขึ้นมาได้
ถึงแม้มันจะน้อยนิดเพียงใด แต่ก็มันทำให้ผมยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง
.
.
"และวันนั้นก็คือวันที่ปริมาณความเหงาของผมมีมากกว่าปริมาณความรัก"

นางสาวพาฝัน
on 2008-05-05 10:35:47